2007/Jun/07

ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้มีโอกาสรู้จัก นักการค้า นักการเมือง นักประพันธ์ นักดนตรี หรือวิศวกรมามากมายหลายคนด้วยกัน แต่บุคคลซึ่งข้าพเจ้าไม่อาจจะลืมเสียได้ นั่นคือ ลุงคุง - ชายชราผู้ชอบปั้นตุ๊กตาดินเหนียวให้ข้าพเจ้าเล่นที่บางงอน ลุงคุงอาจไม่ใช่วีรบุรุษคนสำคัญ แต่ลุงคุงก็เป็นมนุษย์ที่รู้จักรักเพื่อนมนุษย์ มีความเอื้อเอ็นดู และ มีบทเรียนสอนใจหลายอย่างสำหรับข้าพเจ้า
คำพูดที่ลุงคุงแกเอ่ยออกมาบางครั้งฟังดูเป็นประโยคธรรมดา บางครั้งน่าหัวเราะ บางครั้งแสดงความครึโบราณ เพียงแต่ข้าพเจ้าจะมาได้คิดในตอนหลัง เมื่อลุงคุงตายไปแล้วว่า มันช่างเป็นวาจาที่อมความจริง และความหมายของชีวิตไว้มากเหลือเกิน และมันควรจะหลุดออกมาจากปากของ เอเมอร์สัน, น.ม.ส. หรือคนอื่นๆยิ่งกว่าลุงคุง !
เมื่อข้าพเจ้าจะออกจากบางงอนบ้านเกิด มาเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ ลุงคุงแกโอบตัวข้าพเจ้าไปกอดไว้แน่นมือของแกลูบศรีษะข้าพเจ้าด้วยความรัก และพูดว่า"คนโดยมากจะแสวงหาทรัพย์สมบัติและอำนาจ ซึ่งไม่ใช่ของยั่งยืน แท้จริงยังมีสิ่งอื่นอีกที่สูงกว่านี้...เป็นสิ่งที่จะให้ความสงบ ผาสุก ยั่งยืน และจริงจัง ถ้าเอ็งพบและได้สิ่งนี้แล้ว จะไม่ต้องการหรืออยากได้สิ่งใดๆเลย"
ในสมัยนั้น ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าลุงคุงพูดถึงอะไร ข้าพเจ้าบอกแกสั้นๆว่า "ผมจะไปหาวิชา" และโดยวิชาข้าพเจ้าหมายถึง สิ่งที่เขามีสอนกันตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ข้าพเจ้าหมายความเพียง สิ่งที่บรรจุอยู่ในหนังสือและตำราเท่านั้น
"ดีแล้ว หลานเอ๋ย วิชาเป็นสมบัติล้ำค่าของชีวิต คนเรียนมากย่อมจะฉลาดมาก จงเล่าเรียนเถิด แต่ก่อนอื่นควรเรียนให้รู้ว่า ทำอย่างไรตัวเราจึงจะรับใช้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้มากที่สุด ขอให้เอ็งบากบั่นมานะในการเรียน มิใช่เพื่อจะให้คนอื่นเขาคิดว่าเราฉลาด หรือเพื่อเราจะได้มีสุขจากความฉลาดของเรา นั่นมิใช่หลักของลุง แต่เราต้องการความฉลาด เพราะเราจะได้ใช้ปัญญาของเราช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างเต็มที่"
แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่เคยนึกถึงคำสั่งสอนอันนี้ของลุงคุง ต่อมามันค่อยๆปรากฏเป็นจริงขึ้น และในที่สุด เมื่อสองสามวันมานี้ ข้าพเจ้าได้ฟังนักปรัชญาที่ข้าพเจ้านับถือกล่าวทางวิทยุว่า การทำดี ก็คือ การช่วยสงเคราะห์เพื่อนบ้านนั่นเอง ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงลุงคุง ตาแก่ชาวบางงอนที่ไม่มีใครเกลียดขึ้นมาอีก
ลุงคุงไม่ได้เป็นนโปเลียนหรือวอลแตร์ แต่แกก็เป็นที่รู้จักกว้างขวางในบางงอน ไม่ว่าใครจะมีงานทำบุญโกนจุก บวชนาค สวดผีที่ไหน ลุงคุงจะไปอยู่ที่งานนั้นด้วย กุลีกุจอช่วยเขา ราวกับว่ามันเป็นงานของแกเอง และดูแกมีความอิ่มอกอิ่มใจในชีวิตแบบนั้น โดยไม่ต้องการวัตถุสิ่งของใดๆเป็นเครื่องตอบแทนเลย
ข้าพเจ้าคิดว่าโลกของเราไม่ต้องการนโปเลียนหรือวอลแตร์มากกว่านี้ เราต้องการลุงคุงมากๆต่างหาก เราต้องการคนธรรมดาสามัญ คนซึ่งไม่ใหญ่โตอะไร มีชีวิตเงียบๆ อยู่ด้วยการชอบทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น โดยไม่ต้องการชื่อเสียง,เงิน,หรืออำนาจ ซึ่งล้วนแต่จะชักจูงไปสู่ความเสียคนในบั้นปลายทั้งนั้น
คุณสมบัติอันเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของลุงคุง ได้แก่ อารมณ์สนุก ซึ่งแกมีอยู่เสมอ ทั้งในเวลาทำงานและพักผ่อน แกสั่งข้าพเจ้าที่บ่อนไก่ว่า ก่อนจะไปบางกอก ให้ไปหาแกอีกสักครั้ง แกจะให้คาถาสำคัญ ซึ่งจะทำให้ผู้หญิงรัก แกพูดเท่านั้นแล้วก็หัวเราะหึๆ อะไรหนอเป็นคาถามหาเสน่ห์บทนั้น ?
เมื่อวันอำลามาถึง ข้าพเจ้าไปหาแกเป็นครั้งสุดท้าย ทวงขอคาถาวิเศษจากแกตามประสาเด็กที่ชอบของวิเศษทั้งหลาย ข้าพเจ้าจำได้ดีว่า คืนนั้น ลุงคุง มีผ้าขาวม้าพาดไหล่ สูบบุหรี่ควันปุ๋ย และอุ้มแมวสีเทา แกลูบแมวพลางพูดว่า

"คาถาที่ลุงจะให้ก็คือ จงมีความรัก
เวลาเอ็งขึ้นรถไฟ เขาจะมาคีบตั๋ว จงรักเขา นั่งใกล้ใคร เจ๊กหรือแขก ก็จงรักเขา เมตตาเขา
ดูอย่างลุงซิ เวลาไปท้องนา ลุงก็รักต้นข้าวและท้องฟ้า กลับมากระต๊อบ ลุงก็รักแมว

หลานเอ๋ย จำมนต์บทนี้ไว้ให้ดี

ไปถึงกรุงเทพฯถ้านั่งสามล้อ จงรักคนขับสามล้อ เมื่อพูดกับเพื่อน จงรักเพื่อน
ถ้ามีใครมาชกเอ็ง จงรักมันเสีย แล้วเอ็งจะชนะมัน เอ็งจะชนะโลกทั้งโลก

เอ็งต้องรักครู รักบรรณารักษ์ที่ห้องสมุด รักคนขายข้าวราดแกงที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย
เอ็งจงชกมวย เล่นรักบี้ เทนนิส แต่เอ็งอย่าเป็นแชมเปี้ยนด้วยหมัด หรือเป็นอัศวินด้วยปืน
แต่จงเป็นแชมเปี้ยนด้วยความรัก

นี่แหละเอ็งทำได้ตามนี้ เอ็งดีกว่าสมภารสิบองค์ในวัดบางงอนรวมกัน !"


จากสายลม-แสงแดด ของ วิลาศ มณีวัต

Comment

Comment:

Tweet


มาคารวะตอบขอรับ แต่ลืมเอาสุรามาดื่มด้วยหุหุ
บุษบาไร้พ่าย .ยังไม่มีสำนักงับ ยินดีที่ได้รู้จัก
(แต่เป็นพันธมิตรกับคนสำนักข้างบน)
ให้แง่คิดดีมากๆ เลยผู้อาวุโสจิว..
รักชนะทุกสิ่ง
#1 by ย้งยี้ At 2007-06-07 20:15,